ชำแหละเหรียญ “สมเด็จคอยน์”
ในวงการเงินดิจิทัล หรือ คริปโตเคอเรนซี่ ตอนนี้กำลังมีประเด็นร้อนแรง เมื่อมีผู้พัฒนาสายเทคโนโลยี สร้างเหรียญ “สมเด็จคอยน์" ขึ้นมา พร้อมอ้างว่า สร้างขึ้นเพื่อทำนุบำรุงศาสนา โดยทุกการซื้อขายจะมีการหัก 3% ไปทำนุบำรุงศาสนา ล่าสุด ทีมข่าวพีพีทีวี พูดคุยกับ หนึ่งในทีมผู้พัฒนา ยอมรับว่า ตัวเหรียญอยู่ระหว่างการขออนุญาตให้ถูกต้องตามกฎหมายไทยเพื่อให้คนไทยเข้าถึงได้ง่ายขึ้น ขณะที่ ในวงการพระเครื่อง มองว่า วิธีการที่ใช้ ซื้อขาย หักส่วนต่าง คล้าย กับวงการพระเครื่อง
จากการรวบรวมข้อมูลของทีมข่าวพบว่า สมเด็จคอยน์ หรือตัวย่อที่ใช้ในการซื้อขายเรียกว่า SDC (เอส-ดี-ซี) เป็นสกุลเงินดิจิทัล พบว่าเป็นเหรียญดิจิทัลประเภท Utility Token มีไว้สำหรับใช้งานในระบบ ไม่ได้มีไว้เพื่อระดมทุนหรือเก็งกำไร สร้างขึ้นเพื่อการกุศลช่วยเหลือสังคมและทะนุบำรุงพระพุทธศาสนาผ่านการใช้งานของเครือข่าย จำนวนของเหรียญมี 66,186,727 เหรียญ เท่ากับประชากรไทยในปี 2563 เนื่องจากต้องการให้คนไทยทุกคนเข้าถึงได้ โดยไม่ต้องเสียเงินซื้อ เพราะแจกฟรี หากเข้าไปตามระบบที่ทางทีมผู้ผลิตแนะนำ
ส่วนหลักการต่อจากนั้น ที่ทำให้มูลค่าของเหรียญเพิ่มขึ้นได้ คุณภูมิ หนึ่งในทีมผู้พัฒนาเหรียญนี้ ระบุว่า มูลค่าของเหรียญสมเด็จคอยน์ จะเพิ่มขึ้นก็ต่อเมื่อมีความต้องการซื้อเหรียญต่อไปเรื่อยๆและยิ่งเปลี่ยนมือผู้ถือครองมากขึ้น และมีแรงซื้อมากขึ้นเท่าไหร่ มูลค่าของเหรียญก็จะขึ้นตามความต้องการของตลาดในช่วงนั้นๆ
ส่วนรูปแบบการปั่นราคา "พระเครื่อง" และ "สมเด็จคอยน์" ที่มีการตั้งข้อสังเกตว่ามีลักษณะเหมือนกันหรือไม่ ประเด็นนี้ นายราม วัชรประดิษฐ์ ผู้เชี่ยวชาญด้านประวัติศาสตร์พุทธศิลป์ ซึ่งเป็นแฟนพันธุ์แท้พระเครื่อง และนายพิทยา วัฒนศัพท์ ผู้เชี่ยวชาญด้านพระเครื่อง ให้ความเห็นว่ามีลักษณะคล้ายกันตรงที่เป็นการสร้างจำนวนของที่มีจำนวนจำกัด จึงอาจจะเกิดเป็นการปั่นราคาในรุ่นที่ต้องการ ซึ่งประเด็นนี้ น่าสนใจว่าสำนักงานพุทธศาสนาแห่งชาติจะมีท่าทีต่อเรื่องนี้อย่างไร
ส่วนสิ่งเหมือนกันสำหรับ สมเด็จคอยน์ และ พระเครื่อง คือการพึงพิงความศรัทธา โดยเลือกพระสมเด็จ ที่เป็นที่นิยมและนับถือของพุทธศาสนิกชนไทยมาเป็นต้นแบบในการสร้างคอยน์ แต่เชื่อว่าในตอนนี้ สมเด็จคอยน์ อาจยังไม่สามารถปั่นราคาได้ จนกว่าจะมีการสร้างคุณค่า และคนทั่วไปสามารถเข้าถึงเข้าใจระบบเหรียญดิจิทัลมากกว่านี้
ด้านขออนุญาตเพื่อให้ถูกกฎหมายในไทย คุณภูมิ ทีมผู้พัฒนาระบุว่า ที่ผ่านมา 22 มิถุนายน 2564 ได้ยื่นหนังสือต่อสำนักงานพุทธศาสนาแห่งชาติ และคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ หรือ กลต. เพื่อขอขึ้นกระดานเทรดในประเทศไทย แต่ยังไม่ได้รับหนังสือตอบกลับมา แต่ในต่างประเทศ ก็สามารถแลกเปลี่ยนในศูนย์ซื้อขายของต่างประเทศ เช่น ARKEN (อาร์-เคน) / หากอนาคตหน่วยงานภาครัฐเห็นชอบทางทีมตั้งเป้าหมายจะเข้ามาอยู่บนกระดานเทรดสัญชาติไทย อย่างเช่น BIT-KUB (บิท-คับ)หรือ Satang Pro (สตาง-โปร)
ล่าสุด นางสาวรื่นวดี สุวรรณมงคล เลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ หรือ ก.ล.ต. กล่าวว่า ผู้ประสานงานวัดป่ามหาญาณ จ.ตรัง หนึ่งในวัดที่รับเหรียญสมเด็จคอยน์ใช้ในการทำบุญมีหนังสือถึง ก.ล.ต. 2 ฉบับ ซึ่ง ก.ล.ต. ตอบกลับว่า... การใช้ชื่อสมเด็จมาเป็นชื่อเหรียญ อาจกระทบต่อพระพุทธศาสนา จึงให้ผู้ออกเหรียญไป หารือจากสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ เพื่อขอความชัดเจนว่าจะไม่ขัดต่อกฎหมาย
นอกจากนี้ก.ล.ต.ตั้งข้อสังเกตุว่า สมเด็จคอยน์ มีลักษณะเป็นเหรียญเพื่อการลงทุนมากกว่าการทำบุญ เพราะตามข้อมูลที่ส่งมา ทีมผู้พัฒนาจะหักภาษีรวมทั้งหมด 9% ไม่ใช่ 3% อย่างที่ระบุไว้ในหนังสือชี้ชวน และจะมีการหัก 3% เพื่อนำไปเพิ่มจำนวนเหรียญมากขึ้นในอนาคตด้วย ซึ่งไม่สอดคล้องกับวัตถุประสงค์ในการทำนุบำรุงศาสนา พร้อมยอมรับว่า มีข้อมูลที่ยังไม่ชัดเจนบางเรื่อง ซึ่งขอผู้สนใจศึกษาข้อมูลและใช้ความระมัดระวังในการตัดสินใจซื้อขาย
มือดีย่องกรีดป้ายต้อนรับนายกฯ ตำรวจเร่งล่าตัว
สอดคล้องกับนายเอกราช ศรีศุภวิชากิจ หัวหน้าฝ่ายบริหารความเสี่ยงและฝ่ายวิจัยบริษัท Zipmex ที่เป็นกระดานเทรดซื้อ-ขายเหรียญดิจิทัลในไทย เตือนหากนักลงทุนจะครอบครองเหรียญ ต้องศึกษาภาพรวมธุรกิจของผู้ก่อตั้งโปรเจ็คว่า มีวัตถุประสงค์ เป้าหมาย งบการเงินของบริษัท และผลตอบแทนที่จะกลับคืนมาให้ผู้บริโภคชัดเจนมากน้อยขนาดไหน เช่น ได้รับเงินปันผล อย่างไร และที่สำคัญมีใบอนุญาตรับรองจาก กลต. หรือไม่
BTC
ETH
DOGE
ADA
BNB
KUB